[APFE] Kana Story

posted on 07 Jul 2014 19:09 by aishitaru in apfe
 
 

-Kana Story-

     “ทำไมถึงไม่ให้ข้าฝึกเวทย์มนต์ล่ะ?” 

     “เวทย์มนต์มันไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกนะ อีกอย่างคนหัวทึบแบบเจ้าสอนให้ตายก็คงทำไม่ได้หรอก” 

     “พูดแบบนั้นใจร้ายชะมัด” 

     “คิกคิก ล้อเล่นน่ะ ไม่ใช่ว่าเจ้าจะฝึกฝนไม่ได้เลยหรอกนะ”

     “งั้นสอนเลยสิ! ข้าอยากเรียนแล้ว!”

     “แต่ตอนนี้น่ะ...”

     “...?”

     “มันยังไม่ถึงเวลาจ้ะ”

 

     “แล้วหลังจากนั้นสโนว์ไวท์กับเจ้าชายก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุข”

     เมื่อเล่าจนถึงตอนจบเด็กสาวก็ยิ้มออกมาพร้อมปรบมือหนึ่งครั้ง “เอ้า! นิทานเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดจบลงแล้วจ้า!”

     เหล่าเด็กๆที่มานั่งฟังยิ้มแย้มอย่างชอบใจแล้วปรบมือให้กับนักเล่านิทานสาว เธอยิ้มและโค้งตัวให้หนึ่งครั้งเหมือนกับที่ทำตอนการแสดงจบ

     เมื่อนิทานจบพวกเด็กๆก็ค่อยๆทยอยหายไปจนไม่เหลือใคร เธอมองเงินที่ได้จากการเล่านิทานในครั้งนี้แล้วยิ้มแห้งๆ

     ...เอาน่ะ...อย่างน้อยก็พอสำหรับค่าอาหารวันนี้ล่ะนะ...

     จู่ๆเธอก็คิดอยากลองหางานที่มันได้เงินที่แน่นอนขึ้นมา แต่เธอรู้ตัวดีว่าไม่เหมาะกับพวกงานประจำที่แสนน่าเบื่อ

     ก็เธอหลงใหลในงานนี้ไปแล้วนี่นา

     “เจ้าใช่ซาเอกิ คานะนักเล่านิทานรึเปล่าน่ะ?”

     เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ชายร่างผอมแห้งท่าทางอิดโรยเหมือนคนไม่ได้พักผ่อน แต่งกายโทรมๆปอนๆท่าทางเหมือนคนไม่มีเงิน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัยว่าเขารู้จักเธอได้อย่างไร

     “ใช่ค่ะ มีธุระอะไรกับข้ารึเปล่าคะ?” คานะถามแล้วมองอีกฝ่ายอย่างกังวลว่าจู่ๆเขาจะล้มลงไปทั้งๆแบบนี้เลยหรือเปล่า

     ...ก็ผอมแห้งเหมือนไม่ได้กินข้าวมาสามปีแบบนี้ข้าก็ต้องนึกห่วงน่ะสิ!...

     “ข้าอยากฟังนิทานสักหน่อยน่ะ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งราวกับจะเลือนหายไป “ข้า...อยากฟัง...เดอะ ชาโดว์”

     เธอชะงักไปก่อนจะมองเขาด้วยท่าทางพินิจ เขายื่นถุงสีน้ำตาลเข้มออกมาตรงหน้า ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นเงินและจำนวนคงมากพอควร

     “ทำไมเจ้าถึงอยากจะฟังเรื่องที่แสนมืดมนนี้...ทั้งๆที่กำลังจะตายล่ะ?”

     คำถามของเธอทำให้ชายหนุ่มผิวซีดยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ราวกับกำลังนึกสมเพชตนเองอยู่ “เพราะว่ากำลังจะตายยังไงล่ะ...ถึงอยากฟัง”

     เด็กสาวมองด้วยสายตานิ่งๆเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนจะรับถุงเงินมาแล้วโค้งตัวให้กับอีกคนพร้อมรอยยิ้มที่ดูแตกต่างไปจากทุกที

     “ต่อจากนี้จะเป็นนิทานส่งวิญญาณ...เรื่องเดอะ ชาโดว์”

 

     “ทำไมท่านถึงเล่านิทานที่โหดร้ายอย่างนี้ให้กับคนที่กำลังจะตายล่ะคะ?”

     “เพราะนั่นเป็นความปรารถนาของเขาน่ะสิข้าถึงได้เล่า”

     “แต่นักเล่านิทานอย่างเราต้องนำเสนอสิ่งที่เต็มไปด้วยความหวังนี่นา เพราะท่านไม่ใช่นักเล่านิทานแห่งความสิ้นหวังสักหน่อย”

     “มันก็ไม่เสมอไปหรอกนะคานะ...ในโลกนี้น่ะมีนักเล่านิทานอยู่สามแบบ”

     “หืม? สามแบบ? ข้าจำได้ว่านักเล่านิทานมีแค่สองแบบคือนักเล่านิทานแห่งความหวังกับนักเล่านิทานแห่งความสิ้นหวังไม่ใช่เหรอ?”

     “นักเล่านิทานแบบที่สามก็คือ...”

 

     “รู้สึกไม่ดีเลยแฮะ...” คานะบ่นพึมพำหลังจากที่งานของเธอสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว เธอมองถุงเงินที่ได้รับมาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

     ...ถึงนิทานแบบนี้จะได้เงินดีกว่าแต่ว่ารู้สึกไม่ดีเลยแฮะ...

     หลังจากที่เล่านิทานจบชายคนนั้นก็ร้องไห้ออกมาแล้วยิ้มเหมือนกับมีความสุขมากที่สุดในชีวิตแล้ว เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรกันแน่

     ...ทั้งๆที่ฟังนิทานอันแสนโหดร้าย...แล้วทำไมถึงทำเหมือนกับว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตกันล่ะ?...

     “ถึงยังไงข้าก็ไม่เข้าใจความคิดของพวกเขาอยู่ดี...” เธอจับสร้อยคอจี้พระจันทร์และดวงดาวของตัวเองเงียบๆราวกับกำลังนึกถึงเรื่องในอดีต “...ทำไมท่านถึงอยากให้ข้าเป็นนักเล่านิทานแบบที่สามกันล่ะ...”

     แน่นอนว่าเธอไม่มีทางได้คำตอบกลับมา...และอาจจะไม่มีวันรู้คำตอบตลอดไป

     “พี่สาวเป็นนักเล่านิทานใช่มั้ยคะ?”

     เธอเงยหน้ามองต้นเสียง เด็กหญิงอายุราวๆ 7-8 ปีจ้องมองเธอด้วยดวงตากลมโตสดใส ในมือของเธอถือหนังสือนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดง

     “ใช่แล้ว ข้าคือนักเล่านิทาน อยากให้ข้าเล่านิทานเรื่องอะไรล่ะ?” คานะยิ้มใจดีถามเด็กน้อยตรงหน้า เมื่อถูกถามเด็กหญิงก็ชูหนังสือในมือให้เธอดู

     “หนูน้อยหมวกแดงค่ะ!”

     เด็กสาวเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยอย่างเอ็นดูก่อนจะโค้งตัวให้ครั้งหนึ่งเหมือนปกติที่ชอบทำ ก่อนจะเริ่มต้นเล่านิทานพร้อมรอยยิ้มสดใสแตกต่างจากตอนเล่านิทานเรื่องเมื่อครู่

     “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...”

 

     “นักเล่านิทานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความหวังและความสิ้นหวังเหรอ?”

     “ใช่แล้ว นั่นแหละคือนักเล่านิทานแบบที่สาม”

     “นั่นคือท่านสินะคะ...แล้วทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินเลยล่ะ?”

     “เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่น่ะสิ”

     “งั้น...ทำไมท่านถึงเป็นและทำไมถึงอยากให้ข้าเป็นล่ะ?”

     “...สักวันเจ้าจะเข้าใจเองนั่นแหละ คานะ”

Comment

Comment:

Tweet